MoonBloom
วิธีปฐมพยาบาลเมื่อลูกกัดลิ้นหรือปากแตก: คู่มือที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้

วิธีปฐมพยาบาลเมื่อลูกกัดลิ้นหรือปากแตก: คู่มือที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้

อุบัติเหตุในช่องปากของเด็กมักมีเลือดออกมากแต่แผลหายเร็ว คู่มือนี้จะแนะนำวิธีห้ามเลือด ทำความสะอาดแผล บรรเทาอาการเจ็บ และวิธีสังเกตว่าเมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่รับมือกับสถานการณ์นี้ได้อย่างใจเย็นและมั่นใจ

การปฐมพยาบาลเมื่อลูกน้อยมีแผลที่ลิ้นหรือริมฝีปาก

การบาดเจ็บในช่องปากเป็นหนึ่งในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้บ่อยที่สุดในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเกิดจากการรับประทานอาหาร การหกล้มในสนามเด็กเล่น หรือการถูกสัตว์เลี้ยงกัดโดยไม่ตั้งใจ แผลที่ริมฝีปากหรือลิ้นอาจดูน่ากลัวและเลือดออกมากเป็นพิเศษ เนื่องจากภายในช่องปากมีเส้นเลือดจำนวนมาก การรู้วิธีรับมืออย่างใจเย็นและถูกวิธีจะช่วยให้ลูกรู้สึกสบายขึ้นและแผลหายได้ไวขึ้น

ขั้นตอนการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

เมื่อลูกวิ่งมาหาคุณพร้อมแผลเลือดออกที่ริมฝีปากหรือลิ้น สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดคือ การตั้งสติให้มั่น เด็กเล็กมักรับอารมณ์จากผู้ดูแล ดังนั้นหากคุณแสดงท่าทีที่สงบและมั่นคง จะช่วยให้ลูกรู้สึกปลอดภัยขึ้น

  • ประเมินบาดแผล: ตรวจดูแผลอย่างละเอียดว่าอยู่บริเวณด้านในของริมฝีปากหรือลิ้น หรืออยู่ภายนอกริมฝีปาก มีเลือดออกมากน้อยแค่ไหน และมีสิ่งแปลกปลอม เช่น เศษอาหารหรือดิน ติดอยู่ในแผลหรือไม่
  • ห้ามเลือด: หากมีถุงมือแบบใช้แล้วทิ้งให้สวมใส่ก่อน จากนั้นให้ใช้ผ้ากอซสะอาดหรือผ้านุ่มๆ กดลงบนแผลให้แน่น กดค้างไว้อย่างต่อเนื่องนานสิบนาทีเต็มโดยไม่เปิดผ้าดู เพราะการยกผ้าออกจะทำให้เลือดกลับมาไหลซ้ำและทำให้การห้ามเลือดยืดเยื้อ
  • ทำความสะอาดแผลอย่างเบามือ: สำหรับแผลภายในช่องปาก ให้ลูกอมน้ำสะอาดเย็นๆ แล้วกลั้วเบาๆ เพื่อล้างเลือดและเศษสิ่งสกปรกออก ส่วนแผลที่ริมฝีปากด้านนอกหรือผิวหนังรอบๆ ให้ล้างด้วยสบู่อ่อนๆ กับน้ำอุ่นอย่างเบามือ ใช้วิธีซับเบาๆ แทนการเช็ดถู เพราะการถูอาจทำให้แผลเปิดออกหรือเกิดการระคายเคืองเพิ่มขึ้น

การบรรเทาอาการปวดและบวม

เมื่อห้ามเลือดได้แล้ว ให้เน้นไปที่การดูแลให้ลูกรู้สึกสบายตัว

  • การบรรเทาอาการปวด: สามารถให้ยา acetaminophen หรือ ibuprofen ในขนาดที่เหมาะสมกับอายุเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดได้ โปรดปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากยาหรือคำแนะนำจากกุมารแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • การประคบเย็น: ใช้ประคบเย็นหรือผ้าสะอาดชุบน้ำเย็นประคบที่ด้านนอกริมฝีปากหรือแก้ม การใช้เจลประคบเย็นห่อผ้าก็ใช้ได้ดีเช่นกัน แต่ห้ามนำน้ำแข็งมาประคบผิวหนังโดยตรง หากลูกโตพอที่จะอมน้ำแข็งได้อย่างปลอดภัย การให้ลูกอมไอศกรีมแท่งหรือน้ำแข็งก้อนเล็กๆ จะช่วยบรรเทาอาการปวดและลดอาการบวมได้ดี

เมื่อไรที่ควรพาลูกไปพบแพทย์

ไม่ใช่ทุกแผลในปากที่ต้องไปพบหมอ แต่ในบางกรณีอาจมีความจำเป็น หากแผลมีลักษณะดังต่อไปนี้ อาจต้องมีการเย็บแผล:

  • แผลลึกหรือมีความยาวมากกว่าประมาณ 2 เซนติเมตร (ประมาณความกว้างของคลิปหนีบกระดาษมาตรฐาน)
  • เลือดยังคงไหลไม่หยุดหลังจากกดแผลต่อเนื่องมาแล้ว 15 นาที
  • แผลตัดผ่านขอบริมฝีปาก หรือแผลยาวไปตามขอบลิ้น ซึ่งบริเวณเหล่านี้ต้องการการรักษาที่แม่นยำเพื่อผลลัพธ์ด้านความสวยงามและการใช้งานในอนาคต

สัญญาณเตือนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

รีบพาไปพบแพทย์ฉุกเฉินหรือโทรเรียกหน่วยกู้ชีพทันทีหากลูกมีอาการดังนี้:

  • มีอาการซึมลงผิดปกติ ปลุกตื่นยาก หรือพฤติกรรมดูผิดไปจากเดิม
  • ไม่สามารถอ้าหรือหุบปากได้ตามปกติ
  • มีอาการหายใจลำบากหรือกลืนลำบาก
  • บ่นว่าปวดคออย่างรุนแรง
  • มีเลือดไหลมากหรือเลือดไม่หยุดไหลแม้จะกดแผลไว้แล้ว

ช่วยลูกน้อยให้หายไวขึ้น

โดยปกติแล้วบาดแผลในช่องปากจะหายได้ค่อนข้างเร็วเนื่องจากมีเลือดมาเลี้ยงในบริเวณนั้นมาก ในช่วง 2-3 วันหลังเกิดเหตุ ควรจัดอาหารที่นิ่มและเย็นเพื่อไม่ให้ระคายเคืองแผล หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเปรี้ยว อาหารเผ็ด หรืออาหารกรอบแข็งที่อาจทิ่มหรือขูดแผลได้ หมั่นสังเกตอาการติดเชื้อ เช่น แผลแดงขึ้น ร้อน บวม หรือมีกลิ่นเหม็น หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบปรึกษากุมารแพทย์

ด้วยการดูแลอย่างเบามือและรับมืออย่างถูกวิธี บาดแผลที่ลิ้นและริมฝีปากส่วนใหญ่จะหายได้เองโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน และลูกน้อยของคุณจะกลับมาร่าเริงสดใสเหมือนเดิมในเวลาไม่นาน